ผู้ว่างงาน จำนวนประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน โดยให้ความสำคัญกับผู้ที่จะกลับภูมิลำเนาก่อน แบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม ดังนี้
๑. ผู้ว่างงานสนใจฝึกอบรมอาชีพ รวมทั้งประชาชนผู้สนใจเข้ารับการอบรมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำความรู้กลับไปใช้ในหมู่บ้านชุมชนท้องถิ่น
๒. ผู้ที่กำลังอยู่ในข่ายจะถูกเลิกจ้างงาน และภาคธุรกิจต้องการให้เพิ่มทักษะโดยมีข้อตกลงให้ทำงานต่อหลังการฝึกอบรม
๓. ผู้ถูกเลิกจ้างแรงงานจากภาคอุตสาหกรรมและประสงค์จะเพิ่มพูนทักษะมากขึ้นและหลากหลาย เพื่อพัฒนาและยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานของตนเอง
๔. ผู้สำเร็จการศึกษา ให้มีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ
กลุ่มเป้าหมายนี้ หมายถึง แรงงานที่อยู่ในสถานประกอบการที่เป็น SMEs และเป็นสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเลิกจ้างงาน และมีความประสงค์จะพัฒนาทักษะฝีมือให้กับพนักงานเพื่อสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องเมื่อภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยให้ความสำคัญกับสาขาการผลิตและบริการที่มีโอกาสฟื้นตัวเร็ว เช่น อุตสาหกรรม ท่องเที่ยวและบริการต่อเนื่อง บริการดูแลผู้สูงอายุ อาหารแปรรูป เสื้อผ้า เครื่องหนัง ชิ้นส่วนยานยนต์ อะไหล่ โลจิสติกส์ ซึ่งสถาน ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานฯ ต้องดำเนินการ ดังนี้
๑. สถานประกอบการต้องจัดทำข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา ได้แก่ ชื่อและที่อยู่ของสถานประกอบการ เป็นสถานประกอบ การในระบบประกันสังคม มีข้อมูลสถานะการเงิน ข้อมูลการสั่งซื้อ-ส่งออก ข้อมูลจำนวนและรายชื่อพนักงาน/ลูกจ้างที่ต้องการอบรม เพิ่มทักษะ
๒. สถานประกอบการ นำส่งข้อมูลตามข้อ ๑ ให้กับองค์กรผู้แทนภาคการผลิต และบริการ ที่สังกัดหรือที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภา อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อตรวจรับรองความ ถูกต้องของข้อมูล
๓. องค์กรผู้แทนภาคการผลิต และบริการประสานกับ สถาบันจัดฝึกอบรมที่เป็นหน่วยงานราชการ เพื่อหารือจัดเนื้อหาหลักสูตรที่เหมาะสม และรวบรวมส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรองหลักสูตรพร้อมทั้งนำส่งข้อมูลตามข้อ1ที่ผ่านการรับรองแล้วเพื่อพิจารณาและนำเสนอคณะกรรมการบริหารโครงการ ฯ เพื่ออนุมัติการเข้าร่วมโครงการ ต่อไป
๔. สถานประกอบการที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องจัดทำข้อตกลงร่วม (MOU) เพื่อยืนยันการไม่เลิกจ้างเวลาไม่น้อยกว่า ๑ ปี โดยทำMOU กับ SP และมีองค์กรที่ให้การรับรองข้อมูลลงนามเป็นพยาน